สิงห์ปืนไว ปาดหน้าหงส์-ผี คว้าแวร์เนอร์เสริมแนวรุก



จบเรียบร้อยโรงเรียนสิงโตน้ำเงินครามไปแล้ว สำหรับการย้ายทีมของติโม แวร์เนอร์กองหน้าหนุ่มอนาคตไกลของไลป์ซิก หลังจากที่มีข่าวเชื่อมโยงกับบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วทั้งยุโรป โดยเฉพาะสองทีมคู่รักคู่แค้นอย่างลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็ไม่มีทีมไหนตัดสินใจเด็ดขาดเสียที และทันทีที่หงส์แดงที่นักเตะมีใจให้อย่างเห็นได้ชัด ประกาศถอนตัวออกจากวงจรการแย่งตัวเขา เนื่องจากความกังวลเรื่องอนาคตของวงการฟุตบอลหลังวิกฤตการโควิด-19 ก็เป็นทางเชลซีที่ตัดสินใจทุ่มเงินถึง 47.5 ล้านปอนด์ (1900 ล้านบาท) กระชากตัวเขามาร่วมทัพทันที

สำหรับเชลซียุคสร้างทีมใหม่ภายใต้การคุมทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ด ยังคงควานหาสุดยอดผู้เล่นเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม และหนึ่งในปัญหาที่พวกเขาให้ความสำคัญมาตลอดก็คือในแนวรุกนี่เอง เพราะในขณะนี้กองหน้าที่พวกเขามีแบ่งเป็นสองกลุ่มคือตัวเก๋าที่กำลังนับวันร่วงโรย กับบรรดาดาวรุ่งที่ยังคงต้องใช้เวลาพัฒนาฝีเท้าอีกซักหน่อย ทำให้พวกเขาต้องการกองหน้าที่จะเข้ามาเป็นกำลังหลักในชั่วโมงนี้ แบบที่เรียกว่ามาถึงแกะกล่องแล้วใช้ได้เลย ดังนั้นการคว้าตัวแวร์เนอร์จึงเป็นการเซ็นสัญญาที่ตอบโจทย์กับปัญหานี้ของพวกเขาได้ดีที่สุด

การคว้าตัวติโม แวร์เนอร์เข้ามาร่วมทีมของเชลซีนั้น แน่นอนว่าจะช่วยยกระดับความน่ากลัวให้กับเกมรุกของพวกเขาได้อย่างแน่นอน เพราะหากดูจากผลงานในปัจจุบันของแวร์เนอร์ ต้องบอกว่าผลงานของเขากับไลป์ซิกนั้นติดลมบนเลยก็ว่าได้ หากจะเทียบกันกับกองหน้าในลีกเยอรมันแล้ว เขาเป็นรองเพียงแค่โรเบิร์ต โลวานดอฟสกี้ดาวยิงเสือใต้เท่านั้นเอง ด้วยสถิติจากการลงสนาม 43 เกมของเขา กดไปถึง 32 ประตูกับอีก 13 แอสซิสต์เลยทีเดียว ซึ่งหากจะพูดในแง่ของประโยชน์ที่มีต่อทีมกับอายุการใช้งานแล้ว เขาอาจจะดูดีกว่าเลวานดอฟสกี้เสียด้วยซ้ำ เพราะอายุของแวร์เนอร์นั้นเพียงแค่ 24 ปีเท่านั้นเอง ยังสามารถพัฒนาฝีเท้าและยืนระยะเป็นกำลังหลักให้กับทีมอีกเกือบ 10 ปี และอย่าลืมว่าแวร์เนอร์นั้นไม่ใช่กองหน้าประเภทที่รอบอลแล้วจบสกอร์ แต่จุดเด่นของเขาอยู่ที่การมีทักษะที่ดีไปกับบอลได้มีความเร็วสูงปรี๊ด พาบอลทะลุทะลวงแนวรับคู่แข่งได้ด้วยตัวเอง อันเป็นคุณสมบัติของผู้เล่นในตำแหน่งปีกธรรมชาติซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเล่นมาตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอล และสิ่งเหล่านี้แหละจะสร้างประโยชน์ให้กับเชลซี รวมทั้งสร้างความปวดหัวให้กับกองหลังในพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอน

ติโม แวร์เนอร์เซ็นสัญญากับทางเชลซีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยสัญญาถึง 5 ปี และจะย้ายมาร่วมทีมใหม่ทันทีที่บุนเดสลีกาสิ้นสุดฤดูกาล เชื่อว่าการย้ายมาร่วมทีมเชลซีของเขาครั้งนี้ จะสร้างความหวังให้กับทีมและแฟนบอลได้มากเลยทีเดียว พร้อมกันนั้นจะยกระดับการแข่งขันให้กับเวทีพรีเมียร์ลีก ให้สนุกขึ้นไปอีกอย่างแน่นอนกับการมีสุดยอดดาวยิงมาร่วมลีกอีกคนหนึ่ง รับรองเลยว่าเชลซีและติโม แวร์เนอร์จะมีอะไรมาให้แฟนบอลได้ตื่นเต้นกันอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.football365.com/news/frank-lampard-petr-cech-chelsea-complete-timo-werner-transfer

แอฟริกาใต้ แชมป์โลกที่ยิ่งใหญ่และมีค่า มากกว่าเพียงแค่ชัยชนะ



สำหรับการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกฉบับโตเกียว 2019 จบลงด้วยการคว้าแชมป์อย่างสวยงามของแอฟริกาใต้ ที่พวกเขาสามารถโค่นอังกฤษคว้าแชมป์มาได้สำเร็จในนัดชิงชนะเลิศ ในการแข่งขันครั้งแรกนอกดินแดนฮาร์ทแลนด์ และเป็นการคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่สามสำหรับพวกเขาอีกด้วย หลังเคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อปี 1995 บนแผ่นดินของตัวเองและปี 2007 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ

พวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งนี้ เป็นหนึ่งในสองทีมตัวแทนจากทวีปแอฟริการ่วมกับนามีเบีย โดยพวกเขาเข้ารอบมาแบบอัตโนมัติและถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งในฐานะทีมอันดับที่ 7 ของโลก และนั่นก็ทำให้พวกเขาอยู่ในโถที่ 2 ในการจับฉลากแบ่งกลุ่ม ซึ่งผลการจัดกลุ่มก็คือพวกเขาต้องอยู่ในกลุ่มบี ร่วมกับทีมอันดับหนึ่งของโลกอย่างนิวซีแลนด์ “ออลแบล็กส์” นั่นเอง และพวกเขาก็เริ่มต้นทัวร์นาเมนท์ด้วยความพ่ายแพ้ต่อนิวซีแลนด์ แต่ก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมดในอีกสามเกมที่เหลือ จะสามารถพาตัวเองผ่านเข้ารอบตามนิวซีแลนด์ไปได้ในที่สุด ในรอบแปดทีมสุดท้ายพวกเขาต้องเจอกับทีมชาติเจ้าภาพอย่างญี่ปุ่นแชมป์กลุ่มเอ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเจ้าภาพแต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นรองพวกเขาอยู่พอสมควร และเหล่าสปริงบอกส์ก็สามารถเอาชนะไปได้แบบขาดลอยที่ 26 จุดต่อ 3 จุด ผ่านเข้ารอบรองไปพบกับทีมชาติเวลส์ทีมอันดับ 8 ของโลกหนึ่งในทีมแกร่งจากสหราชอาณาจักร ซึ่งพวกเขาก็เบียดเอาชนะไปได้ 19 จุดต่อ 16 จุด ผ่านเข้าไปชิงกับทีมชาติอังกฤษ ที่โค่นออลแบล็กส์ทีมแกร่งที่เอาชนะพวกเขามาได้ในรอบแรก เข้ามาชิงได้อย่างเหนือความคาดหมาย แต่ก็ดูเหมือนว่าพลังทั้งหมดของอังกฤษจะถูกใช้ไปในการพิชิตออลแบล็กส์ จนทำให้แอฟริกัน สปริงบอกส์ถล่มไปขาดลอยถึง 32 จุดต่อ 12 จุดคว้าแชมป์โลกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

และสำหรับทีมแอฟริกาใต้นั้นการคว้าแชมป์ครั้งนี้ มันมีความหมายมากมายกว่าการเป็นที่หนึ่งของโลกในวงการรักบี้ แต่สำหรับพวกเขากีฬาชนิดนี้เปรียบเหมือนสิ่งหล่อหลอม ปัญหาความแตกแยกทางด้านสีผิวของผู้คนภายในประเทศ โดยครั้งแรกที่พวกเขาได้ตำแหน่งแชมป์โลกเมื่อปี 1995 พวกเขาประสบปัญหาการแตกแยกระหว่างสีผิวอย่างหนัก และมหาบุรุษอย่างเนลสัน แมนเดลล่า ประธานาธิบดีผิวสีที่กำลังดำรงตำแหน่งในขณะนั้น ได้ใช้กีฬารักบี้และตำแหน่งแชมป์โลกในปีนั้น เป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนผิวดำและผิวขาวในประเทศ จนมาถึงทุกวันนี้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นยังคงมีอยู่ทั่วไปในแอฟริกา และภายใต้การนำทีมชุดนี้ของ “ซิย่า โคลิซี่” ซึ่งเป็นกัปตันทีมผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา และสามารถพาทีมคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ นั่นเท่ากับว่าสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสีผิวและชนชั้นของแอฟริกาใต้ ได้หวนกลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้งหนึ่งอย่างทรงพลัง

ปัญหาการแบ่งแยกชนชั้นและสีผิว ปัญหาความขาดแคลนยากไร้ การก่อการร้ายและฆาตกรรม เป็นปัญหาที่ยังคงมีอยู่ในแอฟริกา และสำหรับสปริงบอกส์พวกเขาใช้แรงผลักดันจากปัญหาเหล่านั้น เป็นการสร้างแรงบันดาลใจไปสู่ชัยชนะ เพื่อที่หวังให้ชัยชนะ ช่วยผลักดันให้ผู้คนในสังคมก้าวผ่านปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานนี้ได้เสียที วันนี้พวกเขาทำมันได้สำเร็จอีกครั้งในส่วนของชัยชนะ ซึ่งยิ่งใหญ่เกินกว่าเพียงคำว่าชัยชนะสำหรับการแข่งขันกีฬาทั่วไป

เครดิตภาพ : https://japan-forward.com/south-africa-conquers-england-to-win-rwc-2019-finals/

การฉายแสงสู่โลกตะวันออกของรักบี้ บนแผ่นดินอาทิตย์อุทัย



ถึงแม้ว่าการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลก 2019 จะจบลงไปแล้ว แต่ทัวร์นาเมนท์รักบี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งนี้ ยังคงมีเรื่องราวดี ๆ ให้แฟนกีฬารักบี้ได้จดจำและกล่าวถึงจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของความสำเร็จในการนำกีฬารักบี้เข้ามาสู่ซีกโลกตะวันออกได้อย่างสวยงาม ผ่านศักยภาพของประเทศเจ้าภาพอย่างญี่ปุ่นนั่นเอง

เดิมทีกีฬารักบี้นั้นได้รับความนิยมอยู่ในเฉพาะบางประเทศเท่านั้น และการจัดการแข่งขันรายการชิงแชมป์โลกก็มักจะจัดขึ้นในประเทศที่กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมหรือเรียกว่าเป็นกีฬาประจำชาติ อย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จากโซนโอเชเนีย สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสจากยุโรป รวมไปถึงแอฟริกาใต้เท่านั้นเอง ด้วยเหตุผลในเรื่องของความนิยมในกีฬาชนิดนี้เองนั่นแหละ ที่เป็นเหตุผลให้เกิดการจำกัดพื้นที่การแข่งขันอยู่ในวงจำกัดเช่นนั้น เพราะถ้าจัดในพื้นที่ที่ไม่ได้รับความนิยม แล้วไม่มีแฟนกีฬาเข้าไปชมก็คงจะทำให้งานกร่อยอย่างแน่นอน

แต่เหมือนว่าความกล้าในการก้าวออกสู่ดินแดนที่ไม่ใช่โลกของรักบี้ หรือที่เรียกกันว่า “ฮาร์ทแลนด์”ในครั้งนี้ จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างที่สุด เมื่อประเทศสมาชิกเลือกที่จะโหวตให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันในครั้งนี้ เพราะญี่ปุ่นเองก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียในกีฬารักบี้ และรั้งอยู่ในอันดับ 11 ของโลกอีกด้วย นั่นทำให้การันตีเรื่องแฟนกีฬาในประเทศได้ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่เคยมีประสบการณ์การเป็นเจ้าภาพมาก่อนก็ตาม เพราะถึงแม้ว่าการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นประสบการณ์ใหม่ของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรักบี้ที่ออกนอกฮาร์ทแลนด์เป็นครั้งแรก หรือญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์การเป็นเจ้าภาพครั้งแรก แต่ต้องบอกว่ามันกลายเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างมากเลยสำหรับทุกฝ่าย เมื่อทางเจ้าภาพใช้ศักยภาพที่มี ทั้งทางเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย  ทำให้การแข่งขันครั้งนี้สร้างกระแสความนิยมให้แก่กีฬารักบี้ไปทั่วโลก และมันกระตุ้นความสนใจผู้คนได้อย่างมากมาย จากหลักฐานด้านตัวเลขต่าง ๆ ที่ชี้ชัดไม่ว่าจะเป็นยอดการจำหน่ายตั๋วเข้าชม ที่ขายได้ถึง 1.8 ล้านใบตลอดการแข่งขัน มีการถ่ายทอดสดสู่ผู้ชมทั่วโลกราว 400 ล้านคน และมียอดวิวส์ของผู้ติดตามผ่านยูทูปถึง 1700 ล้านครั้ง รวมไปถึงการที่สามารถพบเจอแฟนกีฬาสวมเสื้อรักบี้ออกไปเดินตามท้องถนนที่มีให้เห็นทั่วไป เหมือนกับกีฬาที่ได้รับความนิยมอื่น ๆ ซึ่งต้องถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการใหม่ของวงการรักบี้เลยทีเดียว รวมไปถึงด้านผลงานในสนาม เมื่อเจ้าภาพญี่ปุ่นสามารถโค่นทีมชั้นนำของโลกได้ทั้งไอร์แลนด์ และสก็อตแลนด์ผ่านรอบแบ่งกลุ่มมาได้อย่างสวยงาม ถึงแม้ว่าจะพ่ายตกรอบให้กับแชมป์อย่างแอฟริกาใต้ในรอบต่อมา แต่ก็ต้องบอกเลยว่าสมศักดิ์ศรีอย่างที่สุด สำหรับทีมจากทวีปเรา

หลังจากการแข่งขันรายการนี้จบลงไป หลายสิ่งที่ตามมาได้สร้างสิ่งที่ล้ำค่าให้กับวงการกีฬารักบี้โลก ไม่ว่าจะเป็นการปลุกกระแสความนิยมกีฬารักบี้ในดินแดนใหม่ ๆ ทำให้รักบี้ก้าวขึ้นไปสู่อีกหนึ่งชนิดกีฬายอดนิยมของโลก รวมไปถึงผลงานในสนามของชาติเจ้าภาพ จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในวงการรักบี้เอเชียในอนาคตอย่างแน่นอน นั่นเท่ากับว่าเราจะได้สัมผัสความสนุกตื่นเต้นของกีฬาแห่งสุภาพบุรุษนี้ อย่างแพร่หลายในอนาคตอันใกล้นี้ตามไปด้วยนั่นเอง